GROUP INFO

Name: ☆Cuisine of Thailand☆
Policy: Public
Members: 29
Administrator: ◎¤¤ ŠuP∈R [ ßenz] M@n ¤¤ ◎
Country: Thailand

Founded On:
November 22, 2006
 
 

น้ำสตอ๊ก

☆Cuisine of Thailand☆ > Forum

0
Updated by Jacque at 08/27/2007 09:25

3 Comments
Page 1 of 1



Display mode:

Vote Down!

น้ำสตอ๊ก
8/11/2007 10:19 AM
Jacque, 32
Bangkok
Thailand

บางส่วนเคยลงไว้แล้วในเรื่องแกงจืด แต่จะเอามาลงซ้ำเพื่อจัดให้เป็นหมวดหมู่คับ
เคล็ด(ไม่น่าจะลับ)พื้นฐานในการทำแกงจืดให้อร่อย มีพื้นฐานที่สำคัญอยู่ที่ ‘น้ำ’ ที่ใช้ต้มแกงจืดนั่นแหละคับต้องเป็นน้ำต้มกระดูกที่เข้มข้นกำลังดี ร้านอาหารตามสั่งหรือร้านข้าวต้มทั่วไปมักจะใช้น้ำเปล่า หรือกระดูกน้อยๆต่อน้ำเยอะๆ แล้วใส่ผงชูรสเอาเพื่อลดต้นทุน
สำหรับอาหารตะวันตก น้ำพื้นฐานในการทำอาหารจะเรียกว่า น้ำสต๊อก Stock โดยทั่วๆไปก็จะมีสต๊อกไก่ สต๊อกเนื้อ และสต๊อกผัก ซึ่งผมมีอย่างละสูตร (จากในหนังสือทำพาสต้า) ไว้ว่างๆจะลอกมาให้ในหัวข้อนี้แหละคับ ไม่รู้จะมีปัญหาลิขสิทธิ์หรือเปล่า ซึ่งมีสูตรทำสต๊อกที่ผมมีอยู่นั้นยุ่งยากมากครับใช้ผักฝรั่งๆที่หายากเท่าที่ผมรู้ก็จะต้องเป็นวิลล่าแถวสุขุมวิทหรือ J-Avenue ทองหล่อ (ไม่เคยไปเช็ค Food land นะคับ ใครไป Food land บ่อยแล้วมีก็แลกเปลี่ยนแหล่งซื้อของกันด้วยก็ดีคับ) แต่โดยส่วนตัวผม ผมใช้การทำความเข้าใจกับหลักการทำสต๊อกแล้วปรับเอาเครื่องปรุงที่หาได้ง่ายๆ ในย่านที่ไม่ค่อยมีฝรั่งมาอยู่ อย่างบางแคแถวบ้านผม ตามตลาด หรือห้างทั่วๆไปแบบ บิ๊กซี, โลตัส คิดว่าคงไม่ยากเกินไปที่จะหามาทำกัน
เลยไปซะยาว กลับมาที่แกงจืดซะที คือจะบอกว่า ผมขออนุญาตเรียกสูตรการทำน้ำพื้นฐานสำหรับการทำน้ำแกงว่า เป็น ‘น้ำสต๊อกไทย’ ก็แล้วกันนะคับ เพราะว่าน้ำที่ว่านี่สามารถใช้กับการทำอาหารอื่นๆได้อีก ผมจะใช้คำนี้เวลาบอกสูตรอาหารอื่นๆไปเลย แต่ก็มีบางอย่างที่ใช้น้ำต้มกระดูกเฉยๆ จะเรียกว่าน้ำต้มกระดูกนะคับ

Reply | Block User
น้ำซุปปลาแห้ง: สตอ๊กญ
8/27/2007 9:25 AM
Jacque, 32
Bangkok
Thailand

เคยสัญญาไว้ว่าจะเอาสูตรสตอ๊กฝรั่งมาให้ แต่มันค่อนข้างยุ่งยาก ขี้เกียจเขียน เห็นว่านานแล้วที่ไม่ได้มาเขียนอะไรที่นี่ ไปได้สูตร น้ำซุปปลาแห้ง หรือน้ำสตอ๊กญี่ปุ่นง่ายๆมา เลยขอเอามาแก้ขัดไว้ก่อน แล้วก็รู้สึกว่าคงจะอินเทรนด์ญี่ปุ่น-เกาหลีตอนนี้ด้วย หวังว่าคงจะถูกใจได้ประโยชน์กันนะคับ
ความจริงแล้วก็จะมีผงซุปปลาแห้งสำเร็จขายอยู่เหมือนกัน แต่เท่าที่ดูมาทุกยี่ห้อก็จะมีใส่ผงชูรสด้วย แม้ว่ามันจะไม่ได้อันตรายอะไรมาก แต่ผมนิยมทำเองเพราะการปรุงเองก็ไม่มีอะไรยุ่งยากซับซ้อนมากนัก และเป็นส่วนหนึ่งของความสนุกในการทำอาหาร ส่วนประกอบหลักง่าย(มีน้อยอย่าง)แต่ก็ยาก(ในการหาซื้อ)ไปในเวลาเดียวกันคับ
คอมบุ เป็นสาหร่ายคล้ายๆกับ วาคาเมะ ที่ใส่ในน้ำซุปเต้าเจี้ยว แต่มีความหนาและขนาดใหญ่มาก ชาวญี่ปุ่นใช้ต้มน้ำซุปปลาแห้งอย่างเดียว แต่สำหรับชาวเกาหลี เค้าต้มเสร็จแล้วจะเอามาทำกิมจิทานต่อด้วย
สาหร่ายคอมบุนี้หาซื้อค่อนข้างยาก ไม่ค่อยเห็นในซุปเปอร์มาเกตทั่วไป ผมเคยเห็นที่วิลล่า ในพลาซ่าที่เรียกว่า J- Avenue (ส่วนวิลล่าสาขาอื่นจะเน้นขายเครื่องปรุงอาหารฝรั่ง) ซึ่งมีอยู่สองสาขาในกรุงเทพฯ คือที่ซอยทองหล่อ ถนนสุขุมวิท และตรงข้ามซอยราชครู ถนนพหลโยธิน ซึ่งเป็นคอมบุจากญี่ปุ่นที่มีราคาค่อนข้างแพง แต่ก็มีอีกที่หนึ่งที่ขายราคาถูกกกว่าเป็นคอมบุที่มาจากเกาหลี อยู่ที่ Korean town หรือ สุขุมวิทพลาซ่า ปากซอยสุขุมวิท 12 หากจะบ่นว่าต้อไปหาซื้อไกล ก็จะช่วยเสริมให้ว่า ทั้งสามที่มีอาหารอร่อยน่าชิมให้รู้สึกว่าไปแล้วไม่เสียเที่ยว
ที่ J- Avenue ก็จะมีร้านเก๋ๆน่านั่งเล่น เช่นร้าน Grey Hound, I-berry ซึ่งมีที่ J ทุกสาขาหรือร้านกาแฟขนมต่างๆ โดยเฉพาะที่สาขาพหลโยธิน มีซุ้มอาหารฟาสต์ฟู้ดสไตล์แมกซีกันให้ลองชิมกันด้วย ถ้าไม่ชอบชีวิตสไตล์หรูๆแพงๆ ซอยราชครูเองตอนค่ำๆ ก็มีอาหารแผงลอยอร่อยๆ มากมายให้เลือกชิม
สาขาทองหล่อ เดินไปฝั่งตรงกันข้ามจะมีร้านอาหารจีน ที่มีเมนูเด็ดเป็นข้าวมันไก่สไตล์สิงค์โปร์แท้ๆ ไก่เนื้อนุ่มราดด้วยซีอิ้วขาวอย่างดีผสมน้ำมันงา รองด้วยถั่วงอกลวก ข้าวเป็นเม็ดสวยหอมน้ำมันงามากๆๆ เสริฟกับซุปที่มีใส่สาหร่ายให้เล็กน้อยซดคล่องคอ ราคาไม่แพงแค่จานละ 40 บาทเท่านั้น (ให้ไก่เยอะมาก)
ส่วนที่ Korean town ก็มีร้านอาหารเกาหลีมากมายหลายหลากให้เลือกทานกันได้ เป็นอาหารเกาหลีแท้ๆ เจ้าของร้านเป็นคนเกาหลีทุกร้าน บางร้านกระทั่งเด็กเสิร์ฟยังเป็นคนเกาหลีเลย ไปลองชิมหมูย่างเกาหลีแท้ๆแล้วจะรู้ว่าต่างกับหมูกระทะไทย (ที่อ้างว่าเป็นเกาหลี) กันลิบลับ ซึ่งคอมบุของที่นี่จะอยู่ในร้านขายเครื่องปรุงอาหารเกาหลี ซึ่งมีกิมจิรสชาดเกหลีแท้ๆหมักด้วยผักหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น ต้นหอม หัวไช้เท้า ฯลฯ ให้ซื้อกลับไปทานที่บ้านได้ด้วย ซึ่งซื้อคู่กันกับคอมบุเมื่อต้มเสร็จแล้วหั่นเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมใส่แช่วันซักข้ามคืน ก็จะได้กิมจิคอมบุทานแล้ว อ้อแล้วยังมีสาหร่ายวาคาเมะแห้งขายด้วย ซึ่งที่วิลล่าก็จะมีของพวกนี้เหมือนกัน แต่มาจากญี่ปุ่นทำให้ราคาแพง ที่ย่านเกาหลีนี้จะถูกกว่า
ปลาโอแห้ง เป็นเนื้อปลาโอที่ถูกฝานเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วตากแห้ง ออกมาเป็นเหมือนเกล็ดใหญ่ๆสีน้ำตาล
น่าเสียดายที่ผมเคยเจอแต่ที่ J- Avenue จริงๆครับ ก็ไปลองเลือกกันดูตามอัธยาศัยว่าจะไปซื้อที่ไหนดี
วิธีทำที่แสนง่าย
- แช่คอมบุในน้ำเย็น หรือน้ำอุณหภูมิห้องธรรมดาๆก็ได้ ทิ้งไว้ซัก 10 – 15 นาที
-นำคอมบุและปลาโอแห้งลงต้มในน้ำเดือด เคี่ยวจนปลาโอจืด (ใส่ปลาโอให้มากหน่อยก็ดีครับ) ถ้าใส่ปลาโอน้อยไป สามารถเติมเกลือเล็กน้ำตาลน้อยตอนท้ายให้ได้รสกลมกล่อม แต่จะได้กลิ่นหอมไม่เท่าการใส่ปลาโอให้มากพอ ถ้าเข้มข้นไปให้เติมน้ำลงจางจะง่ายกว่า (เตือนอย่างจริงจังเพราะพลาดมาแล้วครับ)
- อาจใส่อาหารทะเลแห้งต่างๆของไทยเข้าช่วยได้ แต่ต้องระวังปลาแห้งให้ดี เพราะปลาแห้งบางชนิดกลิ่นไม่ดีไม่เข้ากับปลาโอแห้ง ทางที่ปลอดภัยก็คือ ปลาหมีก หรือ กุ้งแห้งครับ
เมื่อเรารู้จักน้ำซุปลาแห้งแล้วต่อไปเราก็สามารถจะคุยกันเรื่องสูตรอาหารญี่ปุ่นได้ง่ายขึ้น ซึ่งจะได้รับใช้เพื่อนๆ ต่อไปภายหลังครับ

Reply | Block User
สตอ๊กไทย
8/11/2007 10:20 AM
Jacque, 32
Bangkok
Thailand

ง่ายๆคับ ใส่ กระเทียม พริกไทยดำ รากผักชี บุบเล็กน้อย(เผื่อคนไม่ทำอาหารจะไม่รู้จัก คำว่าบุบคือ ทุบให้แตกแต่ไม่แหลก) ลงไปขณะที่คุณกำลังต้มกระดูกต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโครงไก่ กระดูกขาหมูท่อนใหญ่ๆ (ที่ยังไม่ได้ไปต้มพะโล้) หรือตามโลตัสจะมีขายกระดูกซุปติดเนื้อเล็กน้อย จะช่วยให้น้ำมีความเข้มข้นเพิ่มขึ้น
ความจริงแล้วพวกซุปก้อนหรือซุปผงก็จะเป็นแบบเดียวกันนี้ ทำจากเนื้อไก่หรือหมูอบแห้ง แล้วก็ใส่ พริกไทยป่นกับกระเทียมผง แต่ซุปผงและซุปก้อนส่วนใหญ่จะมีผงชูรสอยู่ด้วย ซึ่งเรื่องผงชูรสนี่ก็แล้วแต่ความเชื่อของแต่ละคนคับว่าทานแล้วดีหรือไม่ ทานได้มากน้อยแค่ไหน ผมเคยฟังวิทยุเค้าบอกว่ามีสถาบันวิจัยบอกว่าทานแล้วไม่เป็นไรไม่ต่างอะไรจากเกลือ เลยได้เรื่องผงชูรสอีกเรื่องไว้จะขึ้นเป็นหัวข้อใหม่ครับ
เรื่องปริมาณผมก็ไม่เคยชั่ง – ตวง – วัด ตายตัวซักที คำนวณเผื่อปรุงหลังจากที่ต้มเป็นน้ำแกงแล้วก็ดีคับให้อ่อนไว้ก่อนปรุงทีหลังได้ ดีกว่าเข้มไปแล้วแก้ยาก ก็ไปลองๆหากันเอาเองแล้วกันนะครับ เพราะว่าวิธีคิดเรื่องการทำอาหารไทยเรายืดหยุ่น แล้วแต่รสนิยม
จริงๆเวลาทำอาหารตะวันตกก็เหมือนกัน อย่าไปเชื่อหนังสือสูตรทำอาหารมากนัก บิดๆไปจากที่หนังสือเค้าบอกไว้บ้างตามความชอบใจ ทดลองทำไปเรื่อยๆ แล้วคุณจะเป็นนักทำอาหารที่มีแนวทางรสชาดเฉพาะตัว (แอบเป็นเด็กแนวเล็กๆ) ต่างจากการทำขนมอบ ที่ต้องเป๊ะๆตามหนังสือเพราะเป็นเหมือนสูตรเคมี ถ้าผสมผิดอาจจะไม่ฟู หรือฟูเกินไป (นอกจากการไม่มีเตาอบแล้ว นี่เป็นอีกเหตุผลที่ผมไม่ค่อยชอบทำขนมอบ)

Reply | Block User

3 Comments
Page 1 of 1